หลายองค์กรพูดถึง Digital Transformation มาหลายปี ลงทุนระบบใหม่ จ้างที่ปรึกษา ซื้อเครื่องมือ AI ล่าสุด แต่เมื่อมองกลับไปที่การทำงานจริงในแต่ละวัน ทุกอย่างกลับยังเหมือนเดิม งานยังทำด้วยวิธีเดิม การตัดสินใจยังช้า และ AI กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงในห้องประชุม มากกว่าจะถูกใช้บนโต๊ะทำงานของพนักงาน
คำถามคือ Digital Transformation ล้มเหลวเพราะเทคโนโลยีไม่ดีพอ หรือเพราะคนในองค์กรยังไม่กล้าใช้มันจริง ๆ กันแน่ ในยุคที่ AI เข้าถึงง่ายกว่าที่เคย ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าองค์กร “ไม่มี AI” แต่อยู่ที่ว่าไม่มีใครกล้าเปิดมันขึ้นมาใช้ในงานจริง
บทความนี้จะชวนคุณมอง Digital Transformation ในมุมที่หลายองค์กรหลีกเลี่ยงจะพูดถึง นั่นคือบทบาทของ “ความกลัว” และ “พฤติกรรมคนทำงาน” ที่เป็นตัวแปรสำคัญกว่าระบบหรือเทคโนโลยีใด ๆ และถ้าองค์กรยังไม่แก้จุดนี้ ต่อให้ลงทุน AI เพิ่มอีกเท่าไร Digital Transformation ก็อาจยังไปไม่ถึงเป้าหมายเดิมอยู่ดี
ถ้ามองย้อนกลับไป องค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดเทคโนโลยีสำหรับ Digital Transformation เลย ระบบ Cloud มีแล้ว Data ก็เริ่มเก็บ AI Tool ก็เข้าถึงง่ายกว่าที่เคย แต่สิ่งที่ยังขาดคือ “การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของคนทำงาน”
หลายครั้ง Digital Transformation ถูกขับเคลื่อนในระดับนโยบายหรือ PowerPoint มากกว่าระดับพฤติกรรม พนักงานยังทำงานแบบเดิม เพราะไม่รู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีใหม่ไปทำอะไร หรือใช้แล้วจะคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่ เทคโนโลยีจึงกลายเป็นของใหม่ที่ถูกวางไว้ข้าง ๆ งานจริง แทนที่จะเป็นส่วนหนึ่งของงานนั้น
AI กลายเป็นดาบสองคมของ Digital Transformation ด้านหนึ่งคือศักยภาพมหาศาล แต่อีกด้านคือความกลัวลึก ๆ ของคนทำงาน กลัวว่าจะทำงานไม่เก่งพอ กลัวว่าจะถูกแทนที่ หรือกลัวว่าจะดูโง่ถ้าใช้ไม่เป็น
ความกลัวนี้ไม่ได้ถูกพูดถึงอย่างตรงไปตรงมาในองค์กร หลายที่เลือกจะสื่อสารเชิงบวกเกินจริงว่า AI จะช่วยทุกคน โดยไม่ยอมรับว่าความกลัวนั้นมีอยู่จริง ผลคือพนักงานเลือกจะไม่แตะ AI เลย เพราะการไม่ทำอะไรดูปลอดภัยกว่าการลองผิดลองถูก
งบประมาณ Digital Transformation ส่วนใหญ่มักหมดไปกับระบบ เครื่องมือ และที่ปรึกษา แต่แทบไม่มีงบสำหรับการเปลี่ยนวิธีคิดของคน ทั้งที่ Mindset คือปัจจัยหลักที่สุด
ถ้าคนยังเชื่อว่า “ทำแบบเดิมก็ดีอยู่แล้ว” หรือ “AI เป็นเรื่องของ IT” ต่อให้มีระบบดีแค่ไหน Digital Transformation ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง เพราะสุดท้ายเทคโนโลยีจะถูกใช้แค่เพื่อให้รายงานดูทันสมัย แต่ไม่เปลี่ยนวิธีทำงาน

ในโลกของคนทำงานจริง ความกลัวไม่ได้มาในรูปของการประท้วง แต่มาในรูปของความเงียบ ไม่ถาม ไม่ลอง และไม่ใช้ พนักงานจำนวนมากมอง AI ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกลดคุณค่า ยิ่งองค์กรสื่อสารไม่ชัดว่า AI จะช่วย “เสริม” งานอย่างไร ความกลัวนี้ก็ยิ่งฝังลึก Digital Transformation จึงกลายเป็นโครงการของผู้บริหาร แต่ไม่ใช่ของคนทำงาน
หลายคนไม่เคยถูกอธิบายว่า AI ใช้แก้ปัญหาอะไรได้บ้างในงานของตัวเอง ได้ยินแต่คำใหญ่ ๆ อย่าง Automation, Efficiency หรือ Innovation แต่ไม่เคยเห็นตัวอย่างที่จับต้องได้ เมื่อ AI ถูกพูดถึงในระดับนามธรรม คนทำงานจึงไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน และเลือกจะถอยออกมาแทน
Digital Transformation ต้องการวัฒนธรรมที่ยอมรับความผิดพลาด แต่ในหลายองค์กร ความผิดพลาดคือสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง การลองใช้ AI แล้วผลไม่ดี อาจถูกมองว่าเสียเวลา หรือทำงานไม่เป็น เมื่อการลองผิดลองถูกไม่ปลอดภัย การไม่ลองอะไรเลยจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดของพนักงาน
หลายองค์กรเริ่ม AI ด้วยเครื่องมือที่ซับซ้อน ต้องขอสิทธิ์ ต้องผ่านขั้นตอน ต้องเรียนรู้ศัพท์เทคนิคเต็มไปหมด สำหรับคนทำงานที่มี KPI กดดันอยู่แล้ว ประสบการณ์แบบนี้ทำให้ AI ดูเป็นภาระมากกว่าผู้ช่วย Digital Transformation จึงสะดุดตั้งแต่ก้าวแรก
คนจะกล้าใช้ AI ก็ต่อเมื่อเห็นคนอื่นใช้แล้วได้ผลจริง ถ้าในองค์กรไม่มีใครโชว์ให้เห็นว่า AI ช่วยทำงานได้อย่างไร การสื่อสารเชิงนโยบายก็ไม่เพียงพอ Digital Transformation ต้องการตัวอย่างที่มีชีวิต ไม่ใช่แค่สไลด์
บางองค์กรพูดเรื่อง AI ในเชิงทดลอง แต่ KPI ยังวัดแบบเดิม บางที่บอกให้ใช้ AI แต่ไม่เคยบอกว่าใช้แล้วจะดีต่อทีมอย่างไร เมื่อการสื่อสารไม่สอดคล้องกัน คนทำงานจะเลือกเชื่อในสิ่งที่กระทบชีวิตเขามากที่สุด นั่นคือ KPI ไม่ใช่ Vision

หลายองค์กรคาดหวังให้พนักงาน “ปรับตัวเอง” แต่ไม่เคยสร้างพื้นที่ให้เรียนรู้จริง AI ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะเข้าใจได้เองโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้อยู่สายเทค
เมื่อไม่มีพื้นฐาน ความไม่มั่นใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้น และ Digital Transformation ก็ยิ่งห่างไกล
การฝึกอบรม AI มักเริ่มจากคอร์สใหญ่ ๆ ที่เนื้อหากว้าง แต่ไม่ผูกกับงานจริง พนักงานเรียนจบแล้วไม่รู้จะเอาไปใช้ตรงไหน สุดท้ายความรู้ก็หายไปพร้อมกับเวลา
Digital Transformation ต้องการการเรียนรู้แบบ “ใช้ไปเรียนไป” มากกว่าการอบรมแบบครั้งเดียวจบ
ถ้า AI ไม่ช่วยให้งานง่ายขึ้น เร็วขึ้น หรือดีขึ้น คนทำงานก็ไม่มีแรงจูงใจจะใช้ การเรียนรู้ที่ไม่เชื่อมกับผลลัพธ์ทางธุรกิจ ทำให้ Digital Transformation กลายเป็นกิจกรรมเสริม ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของงาน
| จะทำ Digital Transformation ต้องทราบปัญหาเพื่อหาวิธีแก้ไขได้อย่างตรงจุดจริง ๆ อ่านบทความต่อได้ที่ 7 ข้อผิดพลาดในการใช้ AI ที่ทำให้ Digital Transformation ไม่สำเร็จ

ถ้าผู้นำยังไม่ใช้ AI ในงานของตัวเอง จะยากมากที่จะทำให้คนอื่นกล้าใช้ Digital Transformation ไม่สามารถสั่งได้ ต้องแสดงให้เห็นพฤติกรรมของผู้นำส่งสัญญาณแรงกว่านโยบายเสมอ
AI ไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ ถ้าองค์กรไม่มีภาพชัดว่า AI จะช่วยพาองค์กรไปไหน Digital Transformation ก็จะกระจัดกระจาย และคนทำงานจะสับสนว่าจะต้องโฟกัสอะไร
เมื่อ AI ถูกพูดถึงเป็นโครงการชั่วคราว คนทำงานก็จะรอให้มันผ่านไป แต่ถ้า AI ถูกสื่อสารว่าเป็นทักษะพื้นฐานของอนาคต Digital Transformation จะกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม
ถ้า Digital Transformation จะเกิดขึ้นจริง คำถามสำคัญไม่ใช่ “เรามี AI อะไรบ้าง” แต่คือ “พนักงานรู้สึกปลอดภัยพอที่จะใช้ AI หรือยัง” เพราะสุดท้ายแล้ว ต่อให้เทคโนโลยีพร้อมแค่ไหน ถ้าคนยังกลัว ยังไม่มั่นใจ หรือยังรู้สึกว่าใช้ไปก็ไม่ได้อะไร การเปลี่ยนแปลงก็จะหยุดอยู่แค่ระดับนโยบาย การทำให้คนกล้าใช้ AI จึงต้องเริ่มจากการออกแบบประสบการณ์ ไม่ใช่การบังคับ
หนึ่งในความผิดพลาดที่พบบ่อยของ Digital Transformation คือการเริ่มจากโปรเจกต์ใหญ่ ใช้เวลานาน และมองไม่เห็นผลลัพธ์ระยะสั้น สำหรับคนทำงานที่มีงานล้นมืออยู่แล้ว สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกว่า AI เป็น “ภาระเพิ่ม” ไม่ใช่ตัวช่วย
ในทางกลับกัน ถ้าองค์กรเริ่มจาก Use Case เล็ก ๆ เช่น การใช้ AI ช่วยสรุปรายงาน ช่วยเขียนอีเมล หรือช่วยเตรียมสไลด์ แล้วพนักงานเห็นทันทีว่าเวลางานลดลงจริงภายในไม่กี่วัน ความกลัวจะค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความอยากลอง Digital Transformation ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ตั้งแต่วันแรก แค่ต้องทำให้คนรู้สึกว่า “มันช่วยชีวิตฉันได้จริง”
หลายองค์กรเริ่ม Digital Transformation ด้วยคำว่า “เราจะทำ AI” แต่ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “ทีมนี้เจอปัญหาอะไรอยู่” ผลคือ AI กลายเป็นโครงการที่ถูกยัดเยียด แทนที่จะเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา
เมื่อ AI ถูกผูกเข้ากับ Pain Point จริงของแต่ละทีม เช่น งานเอกสารซ้ำซ้อน งานวิเคราะห์ข้อมูลที่กินเวลา หรือการตอบลูกค้าที่ล่าช้า คนทำงานจะเริ่มรู้สึกว่า Digital Transformation ไม่ใช่เรื่องขององค์กร แต่เป็นเรื่องของงานเขาโดยตรง การเปลี่ยนมุมมองนี้เล็กมาก แต่ส่งผลต่อการยอมรับอย่างมหาศาล
ความจริงข้อหนึ่งคือ คนทำงานมักไม่เชื่อคำสั่งจากผู้บริหารทันที แต่จะเชื่อเพื่อนร่วมงานที่เจอสถานการณ์เดียวกันมากกว่า
AI Champion ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่งเทคโนโลยีที่สุด แต่อาจเป็นคนที่กล้าลอง กล้าพลาด และเล่าให้คนอื่นฟังว่า AI ใช้ยังไงในงานจริง การมีคนแบบนี้ในแต่ละแผนก จะทำให้ Digital Transformation ค่อย ๆ แพร่กระจายจากภายใน แทนที่จะถูกผลักจากข้างบน เมื่อการเปลี่ยนแปลงดู “เป็นเรื่องปกติ” มากขึ้น คนที่ยังลังเลก็จะกล้าก้าวตาม
การอบรม AI แบบแยกออกจากงานจริง เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ Digital Transformation ไม่ยั่งยืน พนักงานอาจเข้าใจในห้องเรียน แต่กลับไปทำงานก็ใช้ไม่เป็น เพราะบริบทไม่เหมือนกัน
การฝึกใช้ AI ที่ได้ผล คือการเอา AI เข้าไปอยู่ในงานประจำ เช่น ใช้ช่วยคิดไอเดีย ใช้ช่วยตรวจงาน หรือใช้ช่วยตัดสินใจเล็ก ๆ ในแต่ละวัน เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของ workflow ความกลัวจะลดลงเองโดยธรรมชาติ Digital Transformation จะไม่เกิดจากการ “เรียนรู้เพิ่ม” แต่เกิดจากการ “ทำงานแบบใหม่”
หลายองค์กรชะลอ Digital Transformation เพราะรอ Policy ที่รัดกุม 100% แต่ในโลกของ AI การรอความสมบูรณ์แบบ อาจเท่ากับการไม่เริ่มเลย
แน่นอนว่าเรื่องความปลอดภัยและข้อมูลสำคัญ แต่การกำหนดกรอบกว้าง ๆ ที่ชัดเจนพอ แล้วเปิดโอกาสให้พนักงานทดลองใช้ AI จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้เร็วกว่า จากนั้นค่อยปรับ Policy ตามพฤติกรรมจริง Digital Transformation ที่ดี มักเริ่มจากการ “ยอมให้ขยับ” ไม่ใช่ “ห้ามพลาด”
ต่อให้องค์กรพูดเรื่อง AI แค่ไหน ถ้า KPI ยังวัดผลแบบเดิม คนทำงานก็จะโฟกัสแบบเดิมเสมอ เพราะ KPI คือสิ่งที่ผูกกับความก้าวหน้าในอาชีพ
เมื่อการใช้ AI ถูกสะท้อนอยู่ใน KPI ไม่ว่าจะในรูปของประสิทธิภาพ เวลา หรือคุณภาพงาน พนักงานจะเริ่มเห็นว่า Digital Transformation ไม่ใช่เรื่องเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของความคาดหวังขององค์กร สิ่งที่องค์กรให้คุณค่า คือสิ่งที่คนทำงานจะให้เวลา
ไม่มีอะไรทำลาย Digital Transformation ได้เร็วไปกว่าการที่ผู้นำพูดเรื่อง AI แต่ไม่เคยใช้เอง พนักงานสังเกตเห็นสิ่งนี้ได้เร็วกว่าที่คิด
ในทางกลับกัน ถ้าผู้บริหารใช้ AI ในการประชุม ในการสรุปงาน หรือในการตัดสินใจ และพูดถึงมันอย่างเป็นธรรมชาติ AI จะค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องปกติขององค์กร Digital Transformation ที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากคำสั่ง แต่เริ่มจากพฤติกรรมที่คนอยากทำตาม
Digital Transformation ไม่ได้ล้มเหลวเพราะเทคโนโลยีไม่พร้อม แต่เพราะคนในองค์กรยังไม่กล้าใช้ AI จริง ๆ การเปลี่ยนระบบโดยไม่เปลี่ยนวิธีคิด ทำให้ AI กลายเป็นแค่โครงการ ไม่ใช่วิธีทำงาน
คำถามสำคัญไม่ใช่ “องค์กรมี AI หรือยัง” แต่คือ “คนกล้าใช้ AI แค่ไหนในงานประจำ” ถ้า AI ยังถูกมองเป็นเรื่องเสริม หรือเรื่องของบางทีม Digital Transformation ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง
วันที่องค์กรทำให้คนรู้สึกปลอดภัยพอจะลอง ใช้ และเรียนรู้จาก AI วันนั้น Digital Transformation จะหยุดเป็นแผน และกลายเป็นความจริงในการทำงานทุกวัน