เปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่าง SMEs และ Startup ที่นักธุรกิจหน้าใหม่ควรรู้

เปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่าง SMEs และ Startup ที่นักธุรกิจหน้าใหม่ควรรู้

การเป็นเจ้าของธุรกิจตัวเองเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการ เพราะได้คิดเองทำเองโดยที่ไม่ต้องผ่านหัวหน้าก่อน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงและปัญหาที่ต้องรับมือเอง แต่ถึงอย่างไรคุณก็คงจะไม่กลัวความสำเร็จที่กำลังรอคุณอยู่ ในวันนี้เรามีเนื้อหาที่น่าสนใจให้คุณได้พิจารณาข้อแตกต่างระหว่างธุรกิจ SMEs กับ Startup ว่าควรจะเริ่มทำธุรกิจประเภทไหน ลองมาอ่านเพื่อหาคำตอบกัน

SMEs คืออะไร

SMEs (Small and Medium-sized Enterprises) คือ ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ผลิตสินค้าและบริการ รวมทั้งธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก เช่น ธุรกิจอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจสุขภาพ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่ง SMEs เป็นส่วนสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ และมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นแหล่งสร้างนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่

อีกทั้ง SMEs เป็นแหล่งสร้างนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ส่งผลให้เกิดความสร้างสรรค์และความเปลี่ยนแปลงในตลาด บางครั้ง SMEs มีความคล่องตัวและสามารถปรับตัวตามเป้าหมายของตลาดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นแหล่งกำเนิดของธุรกิจใหม่และการงานที่สร้างความสำเร็จในอนาคต

ข้อดีและข้อเสียของธุรกิจ SMEs

ข้อดีของธุรกิจ SMEs:

1. ความคล่องตัว: SMEs มีโครงสร้างองค์กรที่กระชับและยืดหยุ่น สามารถปรับตัวตามตลาดและการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว มีการตัดสินใจที่รวดเร็วและมีความรับผิดชอบสูงต่อธุรกิจของตนเอง

2. นวัตกรรมและความสามารถในการปรับตัว: SMEs เป็นแหล่งกำเนิดนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ง่าย เนื่องจากมีโครงสร้างองค์กรที่ยืดหยุ่น มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาสินค้าและบริการ

3. การสร้างงานและการเพิ่มโอกาสในชุมชน: SMEs เป็นแหล่งสร้างงานที่สำคัญในเศรษฐกิจ ช่วยลดอัตราการว่างงานและเพิ่มโอกาสในการทำงานสำหรับคนในท้องถิ่น

4. การสร้างสัมพันธภาพในชุมชน: SMEs เป็นส่วนสำคัญของชุมชนและชุมชนธุรกิจท้องถิ่น ช่วยสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างธุรกิจในชุมชน อีกทั้งยังสนับสนุนธุรกิจระดับกลางและใหญ่ในการจัดหาแหล่งวัตถุดิบ

5. ความสามารถในการตอบสนองต่อตลาดท้องถิ่น: SMEs มักใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นและมีความเชื่อมโยงกับตลาดท้องถิ่น จึงสามารถตอบสนองต่อความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าในพื้นที่นั้นได้

ข้อเสียของธุรกิจ SMEs:

1. ขีดจำกัดทางทรัพยากร: SMEs อาจมีขีดจำกัดทางทรัพยากรทั้งในด้านทุนเริ่มต้น ทรัพยากรบุคคล และทรัพยากรเทคโนโลยี เพราะมักเป็นธุรกิจขนาดเล็ก

2. การแข่งขันกับธุรกิจใหญ่: SMEs ต้องเผชิญกับการแข่งขันกับบริษัทใหญ่ที่มีทรัพยากรและความสามารถในการตลาดมากกว่า ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจ SMEs ต้องมีความพยายามอย่างมาก เพื่อรอดอยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

3. ข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรการเงิน: บาง SMEs อาจพบข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรการเงิน เช่น สินเชื่อธุรกิจ ที่อาจมีความยากลำบากในการขอจากสถาบันการเงิน

4. ความเสี่ยงทางธุรกิจ: ธุรกิจ SMEs มักเผชิญความเสี่ยงทางธุรกิจที่สูงกว่าธุรกิจใหญ่ เนื่องจากมีทรัพยากรจำกัดและอาจไม่มีความมั่นคงทางการเงินที่มากพอสำหรับการรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจมากนัก

5. ข้อจำกัดในการส่งออกและการขยายตลาด: SMEs อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดสากลและเข้าสู่กระบวนการส่งออก เนื่องจากข้อจำกัดทางทรัพยากรและความสามารถในการตลาด ซึ่งอาจจำกัดความเติบโตและโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น

ธุรกิจ SMEs มีความคล่องตัวและสามารถปรับตัวตามตลาดได้อย่างรวดเร็ว มีความยืดหยุ่นในการนำเสนอนวัตกรรม สร้างงานและสร้างรายได้ สร้างสัมพันธภาพในชุมชน และมีความเป็นไปได้ในการสร้างธุรกิจจากทรัพยากรท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจ SMEs เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการ

Startup คืออะไร

Startup คือแบบแผนธุรกิจอย่างหนึ่งที่มีความซับซ้อนมากกว่าธุรกิจกลุ่ม SMEs และยังเป็นธุรกิจที่มุ่งหวังให้เติบโตอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น เป้าหมายหลักของ Startup คือการสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ที่มีความคิดและแนวคิดใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ เพื่อตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ ของตลาดหรือแก้ไขปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม

ธุรกิจ Startup จำเป็นต้องมีแผนการขยายในอนาคตที่ชัดเจน และมีการวางแผนอย่างรอบคอบในการนำผลิตภัณฑ์หรือบริการไปต่อยอด นอกจากนี้ยังต้องมีการรายงานผลและวัดผลในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สามารถเสนอข้อมูลให้แก่นักลงทุนในการขอรับการลงทุน หรือทำสรุปแผนธุรกิจให้น่าสนใจแก่นักลงทุนที่สามารถส่งเสริมให้ธุรกิจของตนเติบโตอย่างยั่งยืน

ข้อดีและข้อเสียของธุรกิจ Startup

ข้อดีของธุรกิจ Startup:

1. นวัตกรรมและความสร้างสรรค์: ธุรกิจ Startup เน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ที่เป็นนวัตกรรมและมีความสร้างสรรค์ เพื่อตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ ในตลาด การสร้างสิ่งใหม่นี้ส่งผลให้ธุรกิจ Startup มีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงและเปิดตัวก้าวใหม่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

2. ความยืดหยุ่น: ธุรกิจ Startup มีโอกาสเปลี่ยนแปลงแผนธุรกิจอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดและสภาพแวดล้อมธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงแผนหรือกลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและตลาดเป็นสิ่งที่สำคัญในการรักษาความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ

3. รวมทีมที่หลากหลาย: ธุรกิจ Startup มักมีทีมผู้ก่อตั้งที่มีความสามารถทางธุรกิจที่หลากหลาย ซึ่งส่งผลให้มีความหลากหลายในการมองเห็นและแนวคิดในการจัดการธุรกิจ การรวมทีมที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญที่ต่างกันจะช่วยให้ธุรกิจมีความเข้มแข็งและสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้มากขึ้น

4. โอกาสในการเติบโตอย่างรวดเร็ว: ธุรกิจ Startup มีโอกาสเติบโตอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีความน่าสนใจในตลาดและมีโอกาสขยายตัวได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้เป็นที่นิยมในการลงทุนเพื่อเร่งการเติบโตในระดับที่เร็วมากขึ้น

5. มีนักลงทุนเข้ามาสนับสนุน: ธุรกิจ Startup มีโอกาสในการดึงนักลงทุนเข้ามาสนับสนุนและลงทุนในธุรกิจ เนื่องจากธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงและมีความน่าสนใจในธุรกิจ Startup ทำให้มีนักลงทุนตั้งแต่บุคคลส่วนบุคคล นักลงทุนรายใหญ่ และเสนอการเงินส่วนใหญ่มาสนับสนุนในการขยายธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ

ข้อเสียของธุรกิจ Startup:

1. ความเสี่ยงสูง: ธุรกิจ Startup มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากเป็นธุรกิจที่เริ่มต้นใหม่ ๆ และมักเจอกับความไม่แน่นอนในตลาดและสภาพแวดล้อมธุรกิจ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงอาจทำให้เกิดความเสี่ยงในเรื่องของความสำเร็จหรือขาดทุนของธุรกิจ

2. ข้อจำกัดทางการเงิน: ธุรกิจ Startup มักเจอกับข้อจำกัดทางการเงิน เนื่องจากยังไม่มีรายได้ที่มั่นคงหรือสามารถกู้ยืมทางการเงินได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการและการเริ่มต้นที่ต้องพิจารณาด้วย

3. ข้อจำกัดในทรัพยากรบุคคล: ธุรกิจ Startup มักมีทรัพยากรบุคคลที่จำกัด ทำให้ต้องรับมือกับงานที่หลากหลายและต้องมีทักษะทางธุรกิจหลากหลาย นักก่อตั้งธุรกิจอาจต้องทำหลายหน้าที่และงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในช่วงเริ่มต้น

4. การแข่งขันสูง: ตลาดสำหรับธุรกิจ Startup มักเต็มไปด้วยคู่แข่งที่มีความสามารถและผลิตภัณฑ์หรือบริการที่คล้ายคลึงกัน การแข่งขันสูงอาจส่งผลให้ต้องพิจารณากลยุทธ์การตลาดและแนวทางสร้างความแตกต่างของธุรกิจ

5. ความไม่แน่นอนในการรับรู้ตลาด: ธุรกิจ Startup อาจพบกับความไม่แน่นอนในการรับรู้ตลาดและความต้องการของลูกค้า การทดสอบผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ในตลาดอาจต้องใช้เวลาและเงินที่มากกว่าที่คาดคิดในช่วงแรก

นี่เป็นข้อดีและข้อเสียของธุรกิจ Startup ซึ่งนักธุรกิจมือใหม่ควรพิจารณาความเสี่ยงและโอกาสในการตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจของตนเพื่อสร้างความสำเร็จและความเป็นเอกลักษณ์ในตลาด

ความแตกต่างของ SMEs กับ Startup

ธุรกิจทั้งสองรูปแบบนี้มีความแตกต่างกัน และนี่คือความแตกต่างของธุรกิจ

การก่อตั้งและวัตถุประสงค์:

 SMEs: ธุรกิจ SMEs เริ่มต้นเพื่อให้บริการในชุมชนหรือภูมิภาค มีวัตถุประสงค์ในการเติบโตและเพิ่มรายได้อย่างต่อเนื่อง เน้นความมั่นคงและความน่าเชื่อถือในตลาดท้องถิ่นหรือกลุ่มลูกค้าที่คงทน

 Startup: ธุรกิจ Startup เกิดขึ้นจากแนวคิดนวัตกรรมที่มุ่งหวังเปลี่ยนแปลงตลาด มีวัตถุประสงค์ในการเติบโตทางธุรกิจอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงสูงในระยะแรก ๆ แต่มุ่งหวังเป็นธุรกิจที่มีผลตอบแทนที่สูงขึ้นในอนาคต

แหล่งทุนและการเงิน:

 SMEs: ธุรกิจ SMEs มีแหล่งทุนมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจ มีทางเลือกในการกู้ยืมที่ธนาคารหรือขายหุ้นแก่ส่วนที่ทำการค้า และมักมีรายได้และกำไรที่มั่นคง

 Startup: ธุรกิจ Startup มีความเสี่ยงสูงในการขาดทุนในระยะแรก ๆ จึงต้องหาแหล่งทุนจากนักลงทุน (Venture Capitalists) หรือผู้ลงทุนรายย่อย (Angel Investors) เพื่อส่งเสริมให้เติบโตอย่างรวดเร็ว

ลักษณะการดำเนินงาน:

 SMEs: มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีสภาพแวดล้อมและกระบวนการทำงานที่เป็นแบบแผนที่เรียบง่าย เน้นในการดำเนินธุรกิจให้มีรายได้และกำไรที่แน่นอน

 Startup: มีวัตถุประสงค์ในการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วและมีระยะเวลาที่กำหนดในการเติบโต มีสภาพแวดล้อมและกระบวนการทำงานที่ยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ทางการตลาด

ลักษณะของตลาดและกลุ่มลูกค้า:

 SMEs: ธุรกิจ SMEs มีลูกค้าที่มั่นคงในการซื้อสินค้าหรือบริการ และให้บริการในตลาดท้องถิ่นหรือภูมิภาคที่คงทน

 Startup: ธุรกิจ Startup มีลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมุ่งหาสิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจ การเริ่มต้นของธุรกิจมักมีการทดสอบและปรับปรุงสินค้าหรือบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีที่สุด

การควบคุมผู้บริโภคและตลาด:

 SMEs: มีระยะเวลานานในการเปลี่ยนแปลงตลาดและมีกลุ่มลูกค้าที่ทนทานในการซื้อสินค้าหรือบริการ

 Startup: มีความสำคัญในการสร้างความสนใจและความน่าสนใจในตลาด เนื่องจากมีอิทธิพลที่เปลี่ยนแปลงตลาดอย่างรวดเร็ว และมีกลุ่มลูกค้าที่ท้าทาย

วัฒนธรรมองค์กร:

 SMEs:  ในการตัดสินใจและการดำเนินงานจะมีความเป็นส่วนตัวและเน้นความมั่นคงและความน่าเชื่อถือ

 Startup: มีวัฒนธรรมที่ยืดหยุ่นและแนวคิดนวัตกรรมที่เปิดกว้าง การทำงานในสภาพแวดล้อมที่ต้องเร่งรีบและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่มทำธุรกิจ

การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่มทำธุรกิจเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งในการที่จะสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งสำคัญอย่างมากในการเพิ่มโอกาสในความสำเร็จและลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจมีความแข็งแกร่งและอยู่รอดในสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และนี่ขั้นตอนการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่มทำธุรกิจ

1. วางแผนธุรกิจ (Business Plan):

ศึกษาและวางแผนธุรกิจที่รวมถึงวัตถุประสงค์ของธุรกิจ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายในตลาด แนวทางการตลาด การดำเนินธุรกิจ และแนวคิดในการเพิ่มรายได้หรือกำไร นอกจากนี้ยังควรคำนึงถึงการเลือกโครงสร้างองค์กรและการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ ยิ่งไปกว่านั้นการเลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์ในการวางแผนจะยิ่งช่วยให้ดำเนินการเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น เช่น Trello, Asana, MANAWORK เป็นต้น

2. ศึกษาตลาดและคู่แข่ง (Market Research and Competitor Analysis):

ศึกษาตลาดเพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้าและโอกาสในตลาด ทำความเข้าใจเกี่ยวกับคู่แข่งเกี่ยวกับธุรกิจและผลิตภัณฑ์หรือบริการที่คู่แข่งของคุณนำเสนอ ค้นหาจุดแข็งและจุดอ่อนของคู่แข่งเพื่อให้คุณสามารถกำหนดกลยุทธ์ในการแข่งให้เหมาะสมและมีความสำเร็จในตลาด อีกทั้งยังต้องตระหนักถึงโอกาสในตลาดที่มีความเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต และค้นหาแนวโน้มที่อาจมีผลกระทบในธุรกิจของคุณ

3. หาแหล่งทุน (Source Funding):

ตรวจสอบแหล่งทุนที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจของคุณ เพื่อให้มีแหล่งทุนที่เพียงพอจะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตและขยายขนาดได้อย่างมั่นใจ เช่น

- กู้ยืมธนาคาร ตรวจสอบและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโครงการกู้ยืมที่ธนาคารมีเงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ

- การขายหุ้นในบริษัทหรือธุรกิจให้แก่บุคคลหรือกลุ่มที่มีส่วนร่วมในการทำการค้าหรือก่อตั้งธุรกิจ หากธุรกิจของคุณเติบโตและมีศักยภาพในการก่อตัวของบริษัท การขายหุ้นบริษัทหรือธุรกิจอาจเป็นทางเลือกที่ดีในการหาเงินทุน แต่ควรคำนึงถึงผลกระทบทางภาษีและการแบ่งปันส่วนทรัพย์สินกับผู้ถือหุ้น

- นักลงทุนรายย่อย ค้นหานักลงทุนรายย่อยที่สนใจเสนอทุนให้กับธุรกิจของคุณ นักลงทุนรายย่อยเป็นบุคคลที่มีทรัพย์สินมากพอที่จะลงทุนในธุรกิจของคุณเพื่อเสริมสร้างโอกาสในการเติบโต

การหาแหล่งทุนเพื่อเตรียมเงินทุนให้กับธุรกิจของคุณเป็นกระบวนการที่อาจใช้เวลาและความพยายาม ควรทำการวางแผนและค้นหาแหล่งทุนที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความต้องการของธุรกิจและเสริมสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน

4. ทำแผนการเงิน (Financial Planning):

การวางแผนการเงินเป็นอีกเรื่องที่สำคัญอย่างมากในการทำธุรกิจ หากบริหารจัดการเงินได้ไม่ดีก็อาจทำให้ขาดทุนหรืออาจไม่ได้กำไรเลยก็ได้ เพื่อให้ธุรกิจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างกำไรและเติบโตอย่างเป็นระบบควรพิจารณาสิ่งเหล่านี้

- วางแผนการเงินในระยะยาวและระยะสั้น ต้องกำหนดแผนการเงินในระยะยาวและระยะสั้น เพื่อให้ทรัพยากรและเงินทุนใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ระบุเป้าหมายการเงินที่ต้องการในระยะยาวและระยะสั้น และวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรและเงินทุนให้เกิดประสิทธิผลต่อธุรกิจ

- คาดการณ์รายได้และรายจ่าย ต้องทำการคาดการณ์รายได้และรายจ่ายของธุรกิจในอนาคต โดยใช้ข้อมูลที่มีในปัจจุบัน และทำการวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มในตลาด การคาดการณ์รายได้และรายจ่ายเป็นการช่วยให้คุณวางแผนการใช้เงินอย่างถูกต้องและมีการควบคุมที่เหมาะสม

- บริหารจัดการการเงินให้ประสิทธิภาพ ในการทำแผนการเงินควรคำนึงถึงการบริหารจัดการเงินให้มีประสิทธิภาพ ต้องควบคุมการใช้เงินในรายจ่ายและวางแผนให้กับการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลกำไรและเติบโตในอนาคต

การทำแผนการเงินเป็นขั้นตอนที่ต้องให้ความสำคัญและควรทำให้ครบถ้วนและรอบคอบ การทำแผนการเงินให้ดีจะช่วยให้คุณมั่นใจในการดำเนินธุรกิจและเติบโตอย่างเป็นระบบในอนาคต

5. ตรวจสอบกฎหมายและกฎระเบียบ (Legal and Regulatory Compliance):

การทำธุรกิจให้ถูกต้องนั้นต้องคำนึงถึงข้อกฏหมายเป็นหลัก เพื่อให้ธุรกิจของคุณโปร่งใส่และตรวจสอบได้ ให้ความสำคัญในการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายในอนาคตและควรพิจารณาสิ่งเหล่านี้

- ตรวจสอบกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปิดกิจการ การจดทะเบียนธุรกิจ การขายสินค้าหรือบริการ สิทธิบัตร และอื่นๆ ในท้องถิ่นและสากล

- ปฏิบัติตามกฎหมาย ในการทำธุรกิจควรให้ความสำคัญในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายในด้านภาษี กฎหมายแรงงาน กฎหมายในด้านสิทธิบัตร และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ

- การรับรองและใบอนุญาตในการทำธุรกิจ เช่น ใบอนุญาตธุรกิจ ใบรับรองคุณภาพ หรือใบรับรองสิทธิบัตร ควรให้ความสำคัญในการดำเนินการขอรับรองและปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ

การตรวจสอบกฎหมายและรับรองเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่มทำธุรกิจ เพื่อให้คุณสามารถดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ลดความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับปัญหาทางกฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและพาร์ทเนอร์ในการทำธุรกิจกับคุณ

6. สร้างทีมงาน (Building a Team):

ธุรกิจจะขับเคลื่อนได้ก็ต้องมีทีมงานที่มีเป้าหมายและทัศนคติที่เหมือนกันจะยิ่งพาทีมไปข้างหน้าอย่างถูกทิศถูกทาง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างทีมที่มีความสามารถและความชำนาญในด้านที่เกี่ยวข้องจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างธุรกิจที่เป็นที่ยอมรับและสามารถเติบโตได้อย่างมั่นใจ ควรพิจารณาสิ่งเหล่านี้

- ควรเลือกทีมที่มีความสามารถและความชำนาญในด้านที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ ให้คำนึงถึงความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ของสมาชิกในทีม เพื่อให้ทีมสามารถร่วมมือกันในการให้ความสำเร็จให้กับธุรกิจ

- สร้างทีมที่มีความสามารถทำงานร่วมกัน ต้องเน้นที่ความสามารถในการทำงานเป็นกลุ่ม การสื่อสาร และการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยทุกคนในทีมควรมีความรับผิดชอบในการนำความสามารถของตนมาเสริมสร้างธุรกิจ

การสร้างทีมงานที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน ทำให้คุณมั่นใจในความสำเร็จและความเป็นที่ยอมรับของธุรกิจของคุณในตลาดที่แข่งขันอย่างไม่หยุดยั้ง

7. การทดลองและทดสอบ (Testing and Prototyping):

เมื่อผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณดำเนินการมาจนครบองค์ประกอบแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการทดลองและทดสอบ เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณนั้นมีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดจริง และตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างเหมาะสม ควรพิจารณาสิ่งเหล่านี้

- ทดสอบผลิตภัณฑ์หรือบริการในตลาดจริง ๆ โดยการนำผลิตภัณฑ์หรือบริการไปทดลองใช้ในสภาพแวดล้อมจริง ๆ ของลูกค้า จะทำให้คุณได้รับข้อมูลและความคิดเห็นจากผู้ใช้จริง ซึ่งจะช่วยให้คุณปรับปรุงและปรับแก้ผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าได้อย่างดี

- การวิเคราะห์และปรับปรุง หลังจากที่ทำการทดสอบและทดลองแล้ว ควรวิเคราะห์ข้อมูลและความคิดเห็นที่ได้รับ และใช้ข้อมูลนี้ในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ดียิ่งขึ้น การวิเคราะห์และปรับปรุงเป็นกระบวนการที่ต้องทำให้เสร็จสมบูรณ์เพื่อให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการมีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดจริง ๆ

การทดสอบและทดลองเป็นขั้นตอนที่สำคัญในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ ช่วยให้คุณทราบถึงความพร้อมและความเป็นไปได้ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการในตลาดจริง

8. การตลาดและโฆษณา (Marketing and Advertising):

หากคุณมีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่พร้อมแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักจึงต้องทำการตลาดและโฆษณาให้มีคนรู้จักและรับรู้ในผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณ ควรพิจารณาสิ่งเหล่านี้

- วางแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อกำหนดวัตถุประสงค์การตลาด กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และกลยุทธ์ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ควรให้ความสำคัญในการทำการวิเคราะห์ตลาดและการศึกษาตลาดเพื่อให้เกิดเส้นทางการตลาดที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจของคุณ

- โฆษณาและสื่อสาร สร้างแผนการโฆษณาที่เหมาะสมและตรงใจกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การใช้สื่อโฆษณาที่เหมาะสม เช่น โฆษณาทางโทรทัศน์ วิทยุ สื่อออนไลน์ สื่อสังคมออนไลน์ หรือโฆษณานอกสถานที่ ที่เป็นที่นิยมของกลุ่มลูกค้า

- ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการทำการตลาด ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ควรนำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจและน่าส่งเสริมประโยชน์ให้แก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน

ไม่ว่าทำธุรกิจแบบไหนการเป็นที่รู้จักในตลาดนั้นก็สำคัญมากเช่นกัน หากผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณมีประสิทธิภาพแล้วก็ต้องงัดศักยภาพออกมาให้ลูกค้าได้เห็นกันไปเลย

เรื่องเล็กน้อยที่คนอยากทำธุรกิจไม่ควรมองข้าม

1. สิ่งที่ตัวเองชอบกับความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมาย

แน่นอนว่าการจะเริ่มทำสิ่งใดก็มักจะเริ่มในสิ่งที่ตัวเองชอบ เนื่องจากความชอบจะยิ่งส่งเสริมให้เราตั้งใจและทุ่มเทให้กับมันอย่างมากแบบไม่ย่อท้อ แต่การเติบโตและประสบความสำเร็จในธุรกิจนั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาดและกลุ่มเป้าหมายเช่นกัน เพื่อให้ธุรกิจมีโอกาสสำเร็จและเติบโตไปได้ยาวนาน หากยังยืนยันจะดำเนินการในทางที่ตัวเองชอบโดยที่ไม่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ก็จะส่งผลให้ไม่ได้รับความสนใจ และไม่ประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวังนั่นเอง ดังนั้นการใส่ใจถึงความต้องการของตลาดและกลุ่มเป้าหมาย การก่อตั้งธุรกิจของคุณจะมีโอกาสสำเร็จและเติบโตได้อย่างยาวนาน

2. ศรัทธาในแผนธุรกิจอย่างแน่วแน่ แต่อย่าลืมเตรียมแผนสำรองไว้ด้วยเสมอ

แค่ความศรัทธาในธุรกิจไม่เพียงพอต่อการสร้างความสำเร็จ การเตรียมแผนการสำรองเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเสมอ เพื่อให้ก้าวผ่านความผิดพลาดและสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เสมอ ไม่ว่าเราจะมีความศรัทธาและความตั้งใจมากแค่ไหน ก็ต้องมีความพร้อมในทุก ๆ ด้านไว้เสมอ

ควรวางแผนธุรกิจอย่างละเอียดและเป็นระยะยาว เพื่อช่วยนำทางธุรกิจให้เดินสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ และหากเกิดสถานการณ์ที่คาดคิดไม่ถึง สามารถปรับแผนได้ตามเวลาและสถานการณ์ รวมไปถึงวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจ เพื่อหาทางป้องกันและรับมือกับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้นการสำรองเงินเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มีความพร้อมในกรณีฉุกเฉินหรือสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ทำให้เราสามารถแก้ไขสถานการณ์ในทันทีโดยไม่ต้องพยุงงานธุรกิจ

การตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมแผนการสำรองเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ ช่วยเพิ่มความมั่นใจและควบคุมเมื่อเกิดสถานการณ์ที่คาดคิดไม่ถึง และสร้างโอกาสในการแก้ไขและก้าวข้ามปัญหาเพื่อให้ธุรกิจของเราก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

3. บทเรียนและผู้มีประสบการณ์ เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ

การเชื่อมั่นและเชื่อใจในตัวเองเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำธุรกิจ ยิ่งไปกว่านั้นบทเรียนประสบการณ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน บทเรียนจากความผิดพลาดเป็นสิ่งที่มีค่ามาก หากพบว่าแผนการเราไม่ถูกต้องหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ ควรนำบทเรียนมาปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งการเปิดใจรับฟังคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์เป็นสิ่งที่สำคัญ ถึงแม้ว่าความคิดของเราอาจจะขัดแย้งกันบ้าง ความรู้และประสบการณ์ที่ผู้อื่นมีอาจช่วยเสริมสร้างทักษะและแนวคิดใหม่ในการพัฒนาธุรกิจของเรา

การเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตนเองและพร้อมรับฟังคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ เราจะสามารถทำธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและเติบโตไปอย่างยั่งยืน เนื่องจากการเรียนรู้และปรับปรุงเสมอจำเป็นต่อความสำเร็จของธุรกิจเรานั่นเอง ไม่เพียงแค่การเรียนรู้จากตำราเรียนเท่านั้น บางอย่างก็ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองพร้อมกับเรียนรู้จากผู้ที่พบเจอกับปัญหานั้นมาก่อนแล้ว คุณจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาหาคำตอบในปัญหาที่ถูกแก้ไขเรียบร้อยแล้ว

4. รีบเกินไปอาจไม่ใช่ผลดี ค่อย ๆ เติบโตไม่ทำให้คุณช้าแต่จะสร้างฐานให้คุณมั่นคง

การทำธุรกิจต้องไม่รีบร้อนเกินไปโดยเฉพาะเมื่อยังไม่มั่นใจว่าตนเองพร้อมและมีความรู้ที่เพียงพอในสิ่งที่จะทำจริง ๆ การลงมือทำธุรกิจโดยขาดความรู้เฉพาะทาง หรือไม่มีความรู้ที่ครอบคลุมในสิ่งที่ทำทั้งหมด อาจทำให้พบเจอกับความผิดพลาดได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะเมื่อทำอะไรตามกระแสนิยมอย่างเดียว ซึ่งอาจทำให้ขาดการทำความเข้าใจ มุ่งหวังเพียงผลกำไรมากมายเหมือนที่คนอื่น ๆ ได้รับ แต่สุดท้ายแล้วอาจทำให้ธุรกิจไม่รอด

สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นตลอดรอดฝั่ง ซึ่งหมายความว่าเราต้องใส่ใจในเรื่องการวางแผนและการบริหารจัดการธุรกิจให้ดีเสมอ ศึกษาหาความรู้ในเรื่องตลาดและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้น หากรีบร้อนคุณอาจมองไม่เห็นสิ่งรอบข้างที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ก็ได้ การเตรียมความพร้อมและความรู้ที่เพียงพอครอบคลุมในสิ่งที่ทำ โดยไม่รีบร้อนลงมือธุรกิจก็จะดำเนินไปอย่างมั่นคงนั่นเอง

เทคนิคการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

1. เจาะกลุ่มให้ถูกตลาด - ควรทำการศึกษาตลาดและกลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียด เพื่อให้คุณเข้าใจความต้องการของลูกค้าและตลาดขณะนั้นความเข้าใจดังกล่าวช่วยให้คุณสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีที่สุด

2. ไม่หยุดสร้างสรรค์ - ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การสร้างสรรค์สินค้าและพัฒนาเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าและตลาดได้อย่างทันสมัยและเหมาะสม

3. สร้างคอนเน็คชั่น - ควรออกไปทำความรู้จักกับคนใหม่ ๆ หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ช่วยให้พบผู้คนที่สามารถสร้างทักษะความรู้ใหม่ ๆ ที่คุณต้องการได้ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองใหม่ ๆ ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน

4. ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค - ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจที่อาจต้องพบกับปัญหามากมายในทุกด้าน

5. สร้างความน่าเชื่อถือ - ควรสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าและคู่ค้า โดยการส่งมอบสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพและให้บริการลูกค้าอย่างดี

6. บริหารจัดการที่ดี - ควรมีการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้กระบวนการทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยเครื่องมือหรือเทคโนโลยีในปัจจุบันที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยจัดการสิ่งเหล่านี้มากมาย เช่น MANAWORK ระบบจัดการงานบริหารทีม ที่จะช่วยให้การทำงานของคุณเป็นเรื่องง่าย ทั้งวางแผนงาน ติดตามและตรวจสอบได้สะดวก

MANAWORK จัดการงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ทดลองใช้ฟรี 30 วัน ลงทะเบียน

ตัวอย่างธุรกิจ SMEs และ Startup ในประเทศไทย

ธุรกิจ SMEs

ร้านกาแฟ - ร้านกาแฟเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่แพร่หลายในหมู่บ้านและพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทย บางร้านมุ่งเน้นให้บริการในสถานที่ ในขณะที่ร้านบางร้านมุ่งเน้นให้บริการกาแฟในรูปแบบให้หน่วยงาน และธุรกิจอื่น ๆ

ร้านอาหาร - ร้านอาหารเป็นธุรกิจที่มีในหมู่บ้านและเมืองในประเทศไทย ร้านอาหารสามารถเป็นร้านขนาดเล็กที่มุ่งเน้นให้บริการอาหารในสถานที่หรือเป็นร้านขนาดใหญ่ที่มีระบบจัดส่งอาหาร

ร้านเสื้อผ้าและแฟชั่น - ร้านเสื้อผ้าและแฟชั่นเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างแพร่หลายในสถานที่ท่องเที่ยวและที่ชุมชนทั่วประเทศ

ร้านซ่อมรถยนต์ - ร้านซ่อมรถยนต์เป็นธุรกิจที่ให้บริการซ่อมรถยนต์ที่มีความเสียหายและความชำรุดจากการชนหรือการใช้งาน

โรงแรมที่พักต่าง ๆ - ตั้งอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยว เน้นความสวยงามที่เป็นสไตล์ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า

ธุรกิจ Stratup

MANAWORK - เป็นธุรกิจ Startup ที่ให้บริการระบบจัดการงานบริหารทีมให้กับธุรกิจหรือองค์กรที่ต้องการยกระดับความสามารถในการจัดการทรัพยากร ทีมงาน และงบประมาณให้ลงตัว ตรวจสอบงานได้ง่าย สามารถใช้งานได้ทุกสถานที่ตอบโจทย์สไตล์การทำงานของคนยุคใหม่

FlowAccount - เป็นธุรกิจ Startup ที่ให้บริการซอฟต์แวร์บัญชีออนไลน์ให้กับธุรกิจขนาดเล็กและกลาง โดยมุ่งเน้นให้สะดวกสบายในการใช้งานและควบคู่กับการปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

Pomelo - เป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ขายเสื้อผ้าและแฟชั่นออนไลน์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 โดยมีร้านค้าที่มีตัวแทนจำหน่ายในหลายจังหวัดของประเทศไทยและฮ่องกง และเนื้อหาการตลาดออนไลน์ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 5 ล้านคน

Wongnai - เป็นธุรกิจด้านอาหารและรีวิวร้านอาหารออนไลน์ที่แพร่หลายในประเทศไทย ให้บริการแอปพลิเคชันที่ช่วยผู้ใช้หาร้านอาหาร อ่านรีวิว และสามารถเรียกใช้บริการการส่งอาหารได้

สรุป

การเริ่มต้นทำธุรกิจเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนมีมากมายที่คุณต้องจัดการ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นมือใหม่ในวงการนี้ คุณต้องพิจารณาและตระหนักถึงทุกด้านของธุรกิจอย่างละเอียด การตัดสินใจในการเริ่มต้นทำธุรกิจควรพิจารณาและวางแผนให้ดีเพื่อให้คุณประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ ซึ่งเนื้อหาในบทความนี้จะเป็นแนวทางในการตัดสินใจและให้คำปรึกษาในการทำธุรกิจให้กับคุณ หวังว่าสิ่งนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้คุณสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จในธุรกิจของคุณได้อย่างมั่นคง และมีการวางแผนที่เหมาะสม

เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทีมด้วย Workflow ให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ปรับธุรกิจให้พร้อมเปลี่ยนแปลง หรือ เปลี่ยนไปเรื่อยกันแน่?

5 ขั้นตอนออกแบบวัฒนธรรมองค์กรเพื่อรากฐานที่แข็งแกร่งขอธุรกิจ

ออกแบบวัฒนธรรมองค์กรให้เติบโตและเป็นที่น่าสนใจในโลกธุรกิจ การออกแบบวัฒนธรรมองค์กรให้เติบโตและเป็นที่น่าสนใจในโลกธุรกิจเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญมากในยุคที่สมัยการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและการแข่งขันที่รุนแรงในสากล เพื่อที่จะประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างยั่งยืน องค์กรต้องมีวัฒนธรรมที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลง สร้างความน่าสนใจในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ วัฒนธรรมองค์กรสำคัญอย่างไรกับการทำธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการทำธุรกิจอย่างมีนัยสำหรับความสำเร็จและความยั่งยืนขององค์กร

Charida Sinphongphaisan

Charida Sinphongphaisan