เริ่มต้นทำธุรกิจด้วย Digital Transformation Canvas สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

เริ่มต้นทำธุรกิจด้วย Digital Transformation Canvas สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

การทำธุรกิจในยุคใหม่นั้นมีความยากขึ้นมาก เนื่องจากมีการแข่งขันที่สูงขึ้นและคู่แข่งที่หลากหลายมากขึ้น เพื่ออยู่รอดและเติบโตในยุคดิจิทัล องค์กรจะต้องปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องเน้นการตระหนักถึงเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาด องค์กรต้องเข้าใจและติดตามการพัฒนาในเทคโนโลยีเพื่อไม่ให้หลงทางหรือถูกผลักออกจากการแข่งขันกับคู่แข่งอื่น

ทำไมต้องทำ Digital Transformation Canvas?

การใช้ Digital Transformation Canvas เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญในการวางแผนและเริ่มต้นธุรกิจด้วยการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการใช้ Canvas นี้คุณสามารถใส่ข้อมูลและเชื่อมโยงแนวคิดหรือกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของธุรกิจของคุณได้อย่างชัดเจน

โดยการใช้ Digital Transformation Canvas จะช่วยให้คุณเข้าใจและนำเสนอแผนการพัฒนาธุรกิจที่เหมาะสมสำหรับยุคดิจิทัล ผ่านการกำหนดข้อมูลในแต่ละส่วนของ Canvas เพื่อสร้างภาพรวมเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจปัจจุบัน ปัญหาหรือความต้องการในการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล และโอกาสในตลาดที่คุณกำลังจะต้องเผชิญ

นี่คือเหตุผลที่ทำไมคุณควรทำ Digital Transformation Canvas:

เข้าใจและวางแผนได้อย่างชัดเจน การใช้ Digital Transformation Canvas ช่วยให้คุณเข้าใจสภาพแวดล้อมธุรกิจปัจจุบันของคุณและปัญหาที่ต้องการแก้ไขหรือพัฒนาด้วยการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลได้อย่างชัดเจน ทำให้คุณสามารถวางแผนการพัฒนาธุรกิจให้เหมาะสมกับยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตาราง Digital Transformation Canvas แบ่งออกเป็น 9 ช่องดังนี้

เรามาดูกันว่าแต่ละช่องคืออะไรบ้าง

ช่องที่ 1: Define Goals / Vision

กำหนดเป้าหมายในการวางแผนงานให้อยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับธุรกิจหรือองค์กรของคุณ เนื่องจากลักษณะของงานแต่ละอย่างนั้นมีความแตกต่างกันและใช้เวลาที่ต่างกัน

การวางแผนแบบระยะสั้นช่วยให้สามารถกำหนดเป้าหมายและกิจกรรมที่ต้องทำในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เช่น 1-3 เดือน หรือเรียกชื่อง่าย ๆ ที่หลายคนรู้จักก็คือ OKRs โดยเน้นไปที่ผลลัพธ์ที่สามารถเห็นได้ง่ายและเร็ว โดยส่วนมากในระยะสั้นจะเน้นที่เป้าหมายการขยายตลาดเล็ก ๆ การเพิ่มยอดขาย หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเบื้องต้น

การวางแผนแบบระยะกลาง เป็นการวางแผนที่เน้นกับการพัฒนาและเติบโตของธุรกิจหรือองค์กรในระยะกลาง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการวางแผนที่มีระยะเวลาประมาณ 6 เดือนถึง 2 ปี เป้าหมายในระยะกลางอาจเป็นการเติบโตทางธุรกิจ การทำงานที่เชื่อมโยงกับการตลาดและการขาย การสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคง การพัฒนาศักยภาพการผลิตหรือบริการ เป็นต้น การวางแผนแบบระยะกลางช่วยให้สามารถกำหนดแนวทางและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในระยะกลางให้เห็นภาพรวมได้ชัดเจน และสามารถปรับปรุงหรือปรับแผนในระหว่างการดำเนินงานได้ตลอดเวลา

การวางแผนแบบระยะยาว เป็นการวางแผนที่เน้นการพัฒนาและการเติบโตของธุรกิจหรือองค์กรในระยะยาว ซึ่งอาจเป็นการวางแผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เป้าหมายในระยะยาวอาจเกี่ยวกับการขยายตลาดให้ใหญ่ขึ้น การเข้าสู่ตลาดใหม่ การสร้างความเชื่อมั่นในตลาด การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การตลาดแบบครอบคลุม เป็นต้น การวางแผนแบบระยะยาวจะช่วยให้คุณสามารถกำหนดแนวทางการพัฒนาและเติบโตในอนาคตได้อย่างชัดเจน และช่วยให้สามารถปรับแผนและตรวจสอบความก้าวหน้าในระยะยาวได้เช่นกัน

ในธุรกิจขนาดเล็กหรือ Small Team อาจจะเห็นผลดีกว่าที่จะเริ่มต้นด้วยการวางแผนแบบระยะสั้น โดยการวางแผนในระยะสั้นจะช่วยให้สามารถเห็นภาพรวมและการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น และสามารถปรับแปลงแผนหรือเพิ่มเติมกิจกรรมที่เหมาะสมในระยะยาวได้ตามความต้องการและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป หลังจากนั้น การวางแผนแบบระยะกลางและระยะยาวสามารถเตรียมความพร้อมในการเติบโตและปรับตัวตามแผนที่วางไว้

สิ่งที่ควรพิจารณา:

กำหนดสิ่งที่อยากทำ สำรวจธุรกิจหรือสิ่งรอบข้างที่ทำให้คุณเกิดแรงบันดาลใจอยากทำธุรกิจ และระบุสิ่งที่อยากทำให้ชัดเจน เพื่อให้มองเห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น

กำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ ระยะสั้น vs ระยะยาว เมื่อรู้ว่าอยากทำอะไรแล้วก็มากำหนดเป้าหมายของธุรกิจได้เลย ทั้งระยะสั้น หรือระยะยาวก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งนั้นต้องใช้ระยะเวลาในการทำให้สำเร็จนานเท่าไหร่

กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ ที่ธุรกิจอยากเป็น วางแนวทางความน่าจะเป็นของธุรกิจว่าต้องการให้เป็นไปในทิศทางใด เพื่อให้ทุก ๆ คนยึดมั่นเป็นแนวทางและปฏิบัติตามให้เกิดผลลัพธ์ที่สำเร็จ ซึ่งจะต้องคำนึงถึงระหว่าง สิ่งที่อยากเป็น และสิ่งที่น่าจะเป็นได้ สิ่งไหนที่จะทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนได้เร็วกว่า

การเริ่มต้นที่ดีต้องเริ่มด้วยการตั้งเป้าหมายเพื่อให้รู้จุดหมายปลายทางที่ต้องขับเคลื่อนธุรกิจ เป้าหมายที่ท้าทายจะช่วยสร้างรากฐานของธุรกิจให้แข็งแกร่งพร้อมสู่โลก Digital Transformation

ช่องที่ 2: Assess Current State

เพื่อเริ่มต้นการวางแผน Digital Transformation คุณจำเป็นต้องวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ปัจจุบันขององค์กรของคุณ เพื่อให้ทราบถึงทรัพยากรและศักยภาพที่องค์กรคุณมีอยู่ รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ

สิ่งที่ควรพิจารณา:

วิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจ สินค้า หรือบริการ ทำการศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจที่องค์กรของคุณดำเนินอยู่ รวมถึงตลาดที่กำลังเจริญเติบโต แนวโน้มของอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของลูกค้า ในขั้นตอนนี้คุณสามารถใช้การวิเคราะห์ SWOT (Strengths, Weaknesses, Opportunities, Threats) เพื่อตรวจสอบแรงขององค์กร จุดอ่อน โอกาส และความเสี่ยงในสภาพแวดล้อมภายนอก

ประเมินศักยภาพธุรกิจ ทรัพยากร ทำการประเมินศักยภาพที่องค์กรของคุณมีอยู่ เช่น ทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยี ความรู้และทักษะของทีมงาน รวมถึงสินทรัพย์ทางทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น ฐานลูกค้า การจัดการข้อมูล และโครงสร้างองค์กร การประเมินศักยภาพนี้จะช่วยให้คุณรู้จักทรัพยากรที่ต้องพัฒนาและปรับปรุงเพื่อการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล

รายการทรัพยากร สินค้าหรือบริการ ที่มีอยู่ ทำการสร้างรายการทรัพยากรที่องค์กรของคุณมีอยู่ ซึ่งอาจเป็นสินค้าหรือบริการที่คุณให้ รวมถึงทรัพยากรทางการเงิน เช่น งบประมาณที่สามารถใช้ในการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ และทรัพยากรทางเทคโนโลยี เช่น ระบบสารสนเทศ ซอฟต์แวร์ หรือฐานข้อมูล การรวบรวมรายการทรัพยากรเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีภาพรวมทั้งหมดของทรัพยากรที่มีอยู่และที่คุณสามารถนำมาใช้ในกระบวนการ Digital Transformation

ช่องที่ 3: New Capabilities / Business Model

คุณจำเป็นต้องประเมินรูปแบบขององค์กรใหม่ที่คุณต้องการเป็นอย่างไร มีความเป็นไปได้ของรูปแบบดังกล่าวจะมีค่ามากหรือน้อยแค่ไหน นอกจากนี้คุณยังต้องประเมินขีดความสามารถที่คุณสามารถสร้างขึ้นให้แก่องค์กรของคุณได้อีกด้วย

รูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ที่เป็นไปได้ คุณควรทำการวิเคราะห์และประเมินรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และวิสัยทัศน์ขององค์กรใหม่ที่คุณต้องการสร้างขึ้น ตรวจสอบว่ารูปแบบใหม่นั้นจะเป็นไปได้ทางธุรกิจหรือไม่ รวมถึงประเมินความเป็นไปได้ทางการเงิน การตลาด และการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง

รูปแบบขีดความสามารถใหม่ที่ต้องการเพิ่ม คุณควรพิจารณาและประเมินขีดความสามารถที่องค์กรของคุณต้องการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนรูปแบบใหม่ รูปแบบเหล่านี้อาจเป็นการพัฒนาทักษะและความสามารถของพนักงาน การนวัตกรรมในผลิตภัณฑ์หรือบริการ การใช้เทคโนโลยีใหม่ หรือการพัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้รองรับรูปแบบใหม่

รูปแบบการหารายได้ใหม่ คุณควรทำการพิจารณาและประเมินวิธีการหารายได้ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบธุรกิจใหม่ที่คุณกำลังพัฒนา อาจเป็นการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ การสร้างกลุ่มเป้าหมายลูกค้าใหม่ หรือการทำธุรกิจร่วมกับคู่ค้าหรือภาคีสมาชิกใหม่

ช่องที่ 4: New Value Proposition

การนำเสนอสิ่งอะไรบางอย่างแน่นอนว่าสิ่งไหนที่คนคุ้นเคยอยู่แล้วก็จะรู้สึกว่าธรรมดา จะต้องเพิ่มความน่าสนใจให้กับการทำธุรกิจและสร้างคุณค่าให้กับสินค้าในรูปแบบใหม่ ๆ  เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าหรือองค์กรได้ดีกว่า

สิ่งที่ควรพิจารณา:

คุณค่าของสินค้าหรือบริการเดิมในรูปแบบใหม่ คุณค่าของสินค้าหรือบริการในรูปแบบใหม่นี้ควรมีการปรับปรุงและพัฒนาจากสินค้าหรือบริการเดิม เพื่อให้มีคุณค่าที่ชัดเจนและมีความพิเศษต่อลูกค้าหรือองค์กร คุณค่าใหม่นี้อาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงกว่า บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือการปรับเปลี่ยนที่สอดคล้องกับความต้องการและเป้าหมายของลูกค้าหรือองค์กร

คุณค่าของสินค้าหรือบริการใหม่ คุณค่าใหม่นี้อาจเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นนวัตกรรมและไม่เคยมีอยู่ในตลาดมาก่อน มันสามารถสร้างประโยชน์ที่ไม่เหมือนใครและตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรือองค์กรอย่างมีความเป็นเอกลักษณ์ คุณค่าใหม่นี้อาจเป็นการใช้เทคโนโลยีใหม่ การออกแบบที่เร้าใจ หรือประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นที่ไม่เคยมีมาก่อน

คุณค่าที่ลูกค้าหรือองค์กรจะได้รับ คุณค่าที่สำคัญคือคุณสมบัติหรือประโยชน์ที่ลูกค้าหรือองค์กรจะได้รับจากสินค้าหรือบริการใหม่ คุณค่านี้ควรเป็นสิ่งที่ชัดเจนตอบสนองต่อความต้องการและปัญหาที่ลูกค้าหรือองค์กรกำลังพบ เช่น การประหยัดเวลา การประหยัดค่าใช้จ่าย การเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการสร้างความพึงพอใจที่สูงขึ้น

การเสนอคุณค่าในรูปแบบใหม่ควรจะมีการเน้นที่คุณค่าที่มีความหลากหลายและชัดเจน เพื่อให้ลูกค้าหรือองค์กรเข้าใจและรับรู้คุณค่านั้นอย่างชัดเจนและมีความน่าสนใจ

ช่องที่ 5: Develop Digital Strategies

สิ่งที่ควรพิจารณา:

วางกลยุทธ์การใช้เทคโนโลยีหรือดิจิทัล กำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจนเพื่อใช้เทคโนโลยีหรือดิจิทัลในด้านที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์กร กำหนดความชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายที่คุณต้องการที่จะบรรลุผลในด้านนั้น ตัวอย่างเช่น การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การเพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่อลูกค้า หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่

เลือกเทคโนโลยีหรือดิจิทัลเข้ามาเป็นกลยุทธ์ พิจารณาและวิเคราะห์ด้านของธุรกิจที่สามารถใช้เทคโนโลยีหรือดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงได้ กำหนดกลยุทธ์เพื่อเตรียมพร้อมใช้เทคโนโลยีหรือดิจิทัลเพื่อให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ เช่น การใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ หรือการทำธุรกิจออนไลน์ เป็นต้น

สร้างสรรค์โซลูชันใหม่ เพื่อธุรกิจ วางแผนเพื่อสร้างสรรค์โซลูชันใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีหรือดิจิทัลเพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ขององค์กร พิจารณาว่าเทคโนโลยีหรือดิจิทัลใหม่ใช้ได้อย่างไรในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ การปรับปรุงกระบวนการธุรกิจ หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ควรเสนอแนวคิดและแผนการทำงานที่ชัดเจน กิจกรรมที่ต้องการทำ รูปแบบที่คาดหวัง และระยะเวลาในการดำเนินการ ตลอดจนคำนวณต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการด้วย

การวางแผนกลยุทธ์การใช้เทคโนโลยีหรือดิจิทัลควรคำนึงถึงการเพิ่มประสิทธิภาพ ความสามารถในการตอบสนอง และสร้างความเป็นเอกลักษณ์สำหรับองค์กรของคุณ การนำเทคโนโลยีหรือดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างคุณค่าทั้งเริ่มต้นธุรกิจใหม่และธุรกิจที่กำลังดำเนินอยู่

ช่องที่ 6: Create Digital Capabilities

การเริ่มต้นด้วย Digital Transformation ควรทราบถึงขีดความสามารถของเทคโนโลยีใหม่ รวมไปถึงการรับรู้และเข้าใจว่าองค์กรของเราจะมีขีดความสามารถในเรื่องเกี่ยวกับดิจิทัลอย่างไรบ้าง โดยเราต้องมีการจำกัดขีดความสามารถขององค์กรให้ชัดเจน

สิ่งที่ควรพิจารณา:

ขีดความสามารถของเทคโนโลยีใหม่ ควรศึกษาและเข้าใจขีดความสามารถของเทคโนโลยีใหม่ที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล เช่น ความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง ความเร็วและประสิทธิภาพ ความสามารถในการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลง ความสามารถในการรวมกับเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อสร้างแพลตฟอร์มและโซลูชันที่ครอบคลุมและมีความเป็นไปได้สูง

สินค้าและบริการในรูปแบบดิจิทัล กำหนดขีดความสามารถขององค์กรในการพัฒนาและให้บริการสินค้าและบริการในรูปแบบดิจิทัล ต้องเน้นไปที่ความสามารถในการให้บริการทางออนไลน์ ประสิทธิภาพในการจัดการและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า การเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายสินค้า และความสามารถในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อค้นหาแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนา

การกำหนดขีดความสามารถขององค์กรในด้านดิจิทัลควรเน้นไปที่ความชัดเจน การประกอบกิจการที่ดี ความคล่องตัวในการปรับตัว และความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถทางดิจิทัล เพื่อให้องค์กรมีความพร้อมและสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถปรับตัวเพื่อเข้ากับยุคดิจิทัล

ช่องที่ 7: Agile Implementation

หลายคนคงคุ้นเคยกับการวางแผนดำเนินการแบบ Agile โดย Agile เป็นกระบวนการทำงานที่ช่วยให้ทีมทำงานรวดเร็วขึ้น มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนตามความต้องการของลูกค้าหรือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

สิ่งที่ควรพิจารณา:

วางแผนการดำเนินการแบบ Agile กำหนดกลยุทธ์และวางแผนการทำงานของทีมให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และความต้องการของโครงการ นอกจากนี้คุณยังต้องกำหนดลำดับความสำคัญและกำหนดเป้าหมายการดำเนินการในรูปแบบของ "Sprints" ซึ่งเป็นรอบการทำงานที่สั้น ๆ ซึ่งจะมีการส่งมอบงาน หลังจากสิ้นสุดรอบการทำงานนั้น ๆ

ใช้เครื่องมือดิจิทัลใหม่ส่งเสริมรูปแบบการทำงาน เลือกเครื่องมือดิจิทัลที่ตอบโจทย์และสามารถเข้ามาช่วยส่งเสริมองค์กรในด้านต่าง ๆ ได้ เช่น Project Management Tools ช่วยจัดการงานจัดการโปรเจค ตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงจบโครงการ ทำให้องค์กรมีรูปแบบการทำงานที่เป็นมาตรฐานและเป็นระบบมากขึ้น

ตั้งเป้าหมายในการดำเนินการ จัดลำดับความสำคัญแผนงาน / กลยุทธ์ ควรตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดความสำเร็จของแต่ละรอบการทำงาน (Sprints) โดยใช้ตัวชี้วัดที่เหมาะสม เช่น ประสิทธิภาพการทำงาน คุณภาพของผลิตภัณฑ์ หรือความพึงพอใจของลูกค้า นอกจากนี้คุณยังต้องจัดลำดับความสำคัญของงานและกำหนดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทีมสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่องที่ 8: Measurement & Adaptation

ต้องมีการสร้างตัวชี้วัดที่สามารถเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนในการทำงาน ว่าคุณทำอะไรบ้างและมีการวัดผลได้อย่างไร วางระยะเวลาในการทำงานและต้นทุนอย่างเห็นได้ชัด เพื่อให้คุณสามารถประเมินได้ว่าต้องการผลลัพธ์ภายในระยะเวลาเท่าใด และมีความสามารถในการดำเนินการได้ขนาดไหนนั่นเอง

สิ่งที่ควรพิจารณา:

สร้างตัวชี้วัด ที่จับต้องได้ ตัวชี้วัดควรระบุเป็นตัวเลขที่ชัดเจนที่สามารถวัดผลลัพธ์ได้อย่าวงเป็นรูปธรรม เพื่อให้คุณสามารถวัดความคืบหน้าของการดำเนินการและปรับปรุงตามต้องการ

ตั้งเป้าการวัดผล และปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนาสิ่งที่ผิดพลาดอย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์คือคำตอบที่จะช่วยบอกถึงสิ่งที่ควรพัฒนา หรือสิ่งไหนที่ควรปรับปรุง ยิ่งมีเครื่องมือเข้ามาช่วยก็จะสามารถสรุปผลลัพธ์ออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

การสร้างขอบเขตที่ชัดเจนในการดำเนินการบางอย่างเป็นเหมือนแผนที่นำทางที่ต้องมุ่งหน้า ไม่ให้หลงจนทำให้เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นได้ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Digital Transformation อย่างมีเป้าหมายมุ่งมั่นไปสู่ความสำเร็จขององค์กรได้ในที่สุด

ช่องที่ 9: Building Ecosystem

การสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ หมายถึงการสร้างระบบสินค้าหรือบริการที่ส่งเสริมรายได้ให้กับธุรกิจในระยะยาว ซึ่งองค์กรสามารถพึ่งพาการบริการด้านอื่น ๆ กับธุรกิจอื่นหรือการหากลุ่มบริษัทที่มีความสามารถส่งเสริมกันได้ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า โดยการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจจะเข้ามาช่วยหมุนเวียนธุรกิจรายได้ของเราให้เติบโตในระยะยาว ต้องบอกเลยว่าการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจเป็นจุดสูงสุดในการทำ Digital Transformation

สิ่งที่ควรพิจารณา:

สร้างระบบสินค้า หรือบริการที่ส่งเสริมรายได้ของธุรกิจในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อธุรกิจเอง หรือมองหาคู่ค้าที่สามารถช่วยคุณในเรื่องนี้ได้ เพราะทุกอย่างไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด หาตัวช่วยมาสร้างระบบสินค้า หรือบริการเพื่อให้คุณได้โฟกัสในสิ่งที่จำเป็นมากกว่า

ร่วมมือกับคู่ค้า เพื่อขยายธุรกิจ มองหาสิ่งคุณขาดในการทำธุรกิจ และเสริมด้วยการหาคู่ค้าที่สามารถช่วยคุณได้ และคุณก็สามารถส่งเสริมธุรกิจของเขาได้เช่นกัน เช่น ใช้พื้นที่จัดเก็บสินค้าร่วมกันเพื่อลดค่าใช้จ่าย ร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือลูกค้าสร้างภาพลักษณ์ที่ดี หรือร่วมมือกันออกผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาด เป็นต้น

การสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มรายได้และสร้างความสำเร็จ โดยใช้การสร้างระบบสินค้าหรือบริการที่ส่งเสริมรายได้ ร่วมมือกับคู่ค้าเชิงกลยุทธ์ และหาคำตอบที่คุณขาดเพื่อพัฒนาธุรกิจของคุณให้เติบโตและประสบความสำเร็จในระยะยาว

ตัวอย่าง Digital Transformation Canvas

เพื่อเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น เราขอยกตัวอย่างธุรกิจดังอย่าง “Netflix” มาให้คุณได้ดูกัน

ช่องที่ 1: Define Goals / Vision

เป้าหมายและวิสัยทัศน์ของ Netflix ในการดำเนินการ Digital Transformation คือการก้าวเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีและเป็นผู้นำด้านดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งหมายความว่า Netflix มีความตั้งใจที่จะเป็นตัวนำในการสร้าง ส่งมอบคอนเทนต์ดิจิทัลและเป็นผู้นำสูงสุดในวงการนี้

ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนเหล่านี้ และการมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้านดิจิทัลคอนเทนต์ Netflix จะตั้งคำถามและพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนและเติบโตในวงการ Digital Transformation อย่างยั่งยืน

ช่องที่ 2: Assess Current State

ประเมินสถานะปัจจุบันของ Netflix เพื่อทำความเข้าใจในศักยภาพของธุรกิจ โดยนำข้อมูลจากฐานลูกค้าที่มีอยู่เข้ามาวิเคราะห์ เช่น ข้อมูลการเช่า DVD และบริการจัดส่งถึงบ้าน เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์และประเมินศักยภาพของธุรกิจ

การวิเคราะห์ข้อมูลฐานลูกค้ายังช่วยให้ Netflix เข้าใจแนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงในตลาด ตัวเลขเชิงสถิติ เช่น จำนวนลูกค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น หรือลูกค้าที่ย้ายไปใช้บริการผู้ให้บริการอื่น จะช่วยให้เห็นภาพรวมของตลาดและปัจจัยที่ส่งผลต่อธุรกิจ

ช่องที่ 3: New Capabilities / Business Model

Netflix ได้ลงทุนในการพัฒนาแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่สามารถให้บริการคอนเทนต์ในรูปแบบออนไลน์ ทำให้ Netflix สามารถนำเสนอคอนเทนต์ให้กับผู้ใช้ที่ต้องการรับชมผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและรับชมคอนเทนต์ที่ต้องการได้ทุกที่ทุกเวลา

ด้วยการให้บริการคอนเทนต์ออนไลน์ Netflix สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายทั่วโลก

ช่องที่ 4: New Value Proposition

สร้างคุณค่าใหม่ในการให้บริการคอนเทนต์ โดยการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพสูง การเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งมอบคอนเทนต์ หรือการนำเสนอประสบการณ์การรับชมที่น่าสนใจทันสมัย

Netflix ยังเน้นให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงคอนเทนต์จากที่ไหนก็ได้ และดูเมื่อไหร่ก็ได้ โดยการให้บริการคอนเทนต์ที่สามารถเข้าถึงผ่านอินเทอร์เน็ต ผ่านแพลตฟอร์มที่มีความยืดหยุ่น ผู้ใช้สามารถเข้าถึงคอนเทนต์จากที่ไหนก็ได้ ดูเมื่อไหร่ก็ได้ สะดวกสบายและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ในยุค Digital Transformation

ช่องที่ 5: Develop Digital Strategies

การกำหนดแผนกลยุทธ์ดิจิทัลเพื่อให้บริษัทสามารถเติบโตและเป็นผู้นำด้านดิจิทัลคอนเทนต์ โดยสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์และสตรีมมิ่งที่มีคุณภาพ และร่วมมือกับผู้ผลิตทีวีดิจิทัลที่ช่วยเสริมสร้างความหลากหลายของคอนเทนต์ สร้างระบบสมัครสมาชิกออนไลน์ อีกทั้งยังร่วมมือกับคู่ค้า ผู้ให้บริการด้านต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการตลาดของ Netflix ในการโฆษณาสินค้าและบริการให้ถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสม

ช่องที่ 6: Create Digital Capabilities

Netflix ออกแบบแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เหมาะสมกับความชอบและพฤติกรรมของผู้ใช้ โดยใช้ข้อมูลจาก Big Data เพื่อวิเคราะห์และประเมินความนิยมของหนัง จากนั้นนำเสนอหนังที่มีอันดับสูงสุดในรายการ TOP 10 ให้แก่ผู้ใช้ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ได้เลือกดูหนังที่น่าสนใจและได้รับความนิยม

อีกทั้ง Netflix ยังพัฒนาระบบสมัครสมาชิกแบบแชร์แอคเค้าท์ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถแชร์บัญชีสมาชิกกับผู้อื่นในครอบครัวหรือเพื่อนได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงคอนเทนต์ได้ง่ายและผู้ใช้หลายคนสามารถเข้าใช้ได้พร้อมกัน

ช่องที่ 7: Agile Implementation

Netflix คัดเลือกบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านคอนเทนต์ การตลาด และเทคโนโลยี เพื่อให้มีทีมงานที่มีความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสมในการพัฒนาแพลตฟอร์ม อีกทั้งยังใช้วิธีการพัฒนาแบบทีมโดยใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยให้การทำงานของทีมมีประสิทธิภาพสูงสุด และยังมีการเก็บฟีดแบกเพื่อรับข้อมูลตลอดเวลา และนำข้อมูลดังกล่าวมาปรับปรุงแผนและกิจกรรมในระบบอย่างรวดเร็ว

สร้างการทำงานที่ร่วมกันระหว่างทีมคอนเทนต์ ทีมการตลาด และทีมเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนดูอย่างรวดเร็วที่สุด รวมถึงสร้างและส่งเสริม Core Value หรือค่านิยมหลักที่เน้นความยืดหยุ่น ความรับผิดชอบ และนวัตกรรม เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนและส่งเสริมการทำงานที่มีประสิทธิภาพในลักษณะการทำงานแบบ Agile

ช่องที่ 8: Measurement & Adaptation

Netflix วางแผนเปิดตัวระบบให้เป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าหมายให้มีสมาชิกใช้งานถึง 100 ล้านผู้ใช้ วางแผนและกำหนดเป้าหมายรายได้ที่ต้องการเพื่อเติบโตทางธุรกิจ โดยวิเคราะห์และประเมินโมเดลธุรกิจของ Netflix เพื่อสร้างแผนการตลาดและกิจกรรมที่เหมาะสมในการสร้างรายได้และเติบโตทางธุรกิจ อีกทั้งยังวิเคราะห์และติดตามจุดบกพร่องและข้อผิดพลาดในระบบและการให้บริการ โดยใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้นในการดูและการติดตามการใช้งาน จากนั้นนำข้อมูลดังกล่าวมาพัฒนาและปรับปรุงระบบเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น

ด้วยการวัดผลและปรับปรุงตามแผนการดังกล่าว Netflix สามารถติดตามและพัฒนากิจกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย และเพิ่มความสำเร็จในการเติบโตทางธุรกิจขององค์กร

ช่องที่ 9: Building Ecosystem

Netflix ร่วมมือกับพันธมิตรคู่ค้าเพื่อเพิ่มการดาวน์โหลดแอป Netflix และเพิ่มฐานผู้ใช้งาน อีกทั้ง ร่วมมือกับค่ายหนังเพื่อพัฒนา/ผลิตคอนเทนต์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจของผู้บริโภค โดยการสร้างภาพยนตร์และรายการที่น่าสนใจเพื่อเสนอให้กับสมาชิก Netflix นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกับผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็คทรอนิค เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าและส่งเสริมการใช้บริการ Netflix ผ่านอุปกรณ์ที่สามารถเข้าถึงและสตรีมมิ่ง Netflix ได้

ด้วยความร่วมมือที่ก้าวไปพร้อมกันนี้ Netflix สามารถสร้างความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงกับคู่ค้า ค่ายหนัง และผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็คโทรนิค เพื่อขยายฐานลูกค้าและสร้างความสำเร็จในการให้บริการใน Netflix ผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่ทันสมัย

สรุป

ในการทำ Digital Transformation ในธุรกิจของคุณควรพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้เพื่อให้ธุรกิจของคุณดำเนินการไปในทิศทางที่ถูกต้องและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากคุณอยากให้ธุรกิจพัฒนาไปข้างหน้าในยุคดิจิทัลยิ่งต้องเป็นผู้ที่แข็งแกร่งอยู่เสมอหาใครอ่อนแอก่อนก็บอกลาธุรกิจของคุณไปได้เลย

หากคุณกำลังมองหาเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานในยุคดิจิทัลนี้ ต้องนี่เลย MANAWORK - บริหารงานจัดการทีม เครื่องมือดิจิทัลทันสมัยเหมาะกับคนทำงานยุคใหม่ ฟีเจอร์ครบบริหารงานจบในพื้นที่เดียว สามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ตามที่คุณต้องการ สามารถติดต่อหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทีมด้วย Workflow ให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ปรับธุรกิจให้พร้อมเปลี่ยนแปลง หรือ เปลี่ยนไปเรื่อยกันแน่?

5 ขั้นตอนออกแบบวัฒนธรรมองค์กรเพื่อรากฐานที่แข็งแกร่งขอธุรกิจ

ออกแบบวัฒนธรรมองค์กรให้เติบโตและเป็นที่น่าสนใจในโลกธุรกิจ การออกแบบวัฒนธรรมองค์กรให้เติบโตและเป็นที่น่าสนใจในโลกธุรกิจเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญมากในยุคที่สมัยการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและการแข่งขันที่รุนแรงในสากล เพื่อที่จะประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างยั่งยืน องค์กรต้องมีวัฒนธรรมที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลง สร้างความน่าสนใจในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ วัฒนธรรมองค์กรสำคัญอย่างไรกับการทำธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการทำธุรกิจอย่างมีนัยสำหรับความสำเร็จและความยั่งยืนขององค์กร

Charida Sinphongphaisan

Charida Sinphongphaisan